สมมุติถ้าบีบีซังได้เป็นชิไฮนินของ “BNK48”

ก็ผ่านมาได้กว่า 3 เดือนแล้วหลังจากที่ประเทศไทยได้มีการเปิดตัววงไอดอลสาว ที่เป็นวงน้องสาวอย่างเป็นทางการของ 48G จากญี่ปุ่น ในชื่อว่า “BNK48” โดยได้มีการขึ้นเวทีเปิดตัวไปพร้อมกับรุ่นพี่ AKB48 อีก 6 คนที่เวทีงาน Japan Expo 2017 เมื่อวันที่ 12 ก.พ 2017 ท่ามกลางเสียงตอบรับในเชิงบวกจากแฟนๆ ไม่ว่าจะเป็นแฟนๆ 48G อยู่เดิมก็ดี แฟนๆไอดอลวงอื่นๆก็ดี หรือคนทั่วๆ ที่เริ่มมาสนใจ BNK48 ก็ดี เอาเป็นว่ากระแสตอบรับในหมู่โอตะไอดอลเอง ถือว่าดีพอสมควร คนรอบๆตัวผมมากหมายหลายคนก็หมายปองที่จะเป็นแฟนคลับของ BNK48 อยู่แล้วล่ะ!

อันดับแรกเรามาสรุปความเคลื่อนไหวของ BNK48 กันก่อนว่ามีอะไรกันบ้าง…

ปี 2016 (ก่อนเปิดตัว)

  • 26 มีนาคม 2016 : ประกาศก่อตั้งวงน้องสาว BNK48
  • 29 กรกฎาคม 2016 : จัดงาน We Need You BNK48 เปิดตัวทีมงาน BNK48 พบปะกับบรรดาแฟนๆ และประกาศการออดิชั่นอย่างเป็นทางการ
  • 29 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2016 : เปิดรับสมัครออดิชั่น

ปี 2017

  • 12 กุมภาพันธ์ 2017 : เปิดตัวสมาชิก BNK48 ทั้ง 29 คน บนเวทีของงาน Japan Expo 2017
  • 15,18,19 กุมภาพันธ์ : สมาชิก BNK48 บางส่วน เข้าร่วมงานโปรโมทที่บูท Tokyo Metro ในงานท่องเที่ยวไทยไปทั่วโลก
  • มีนาคม – เมษายน : รายการ BNK48 Senpai ออกอากาศ จำนวนทั้งสิ้น 13 ตอน
  • ปลายเดือนเมษายน – 8 พฤษภาคม : เปิดจำหน่ายรูป Debut Photo Set ของสาวๆ BNK48 ทั้ง 29 คน

นอกเหนือจากผลงานหลักๆ ดังที่กล่าวไปแล้วนั้นก็จะมีพวก เดินสายแนะนำตัวกับสื่อต่างๆ ในประเทศไทย หลายช่องก็มีถ่ายทอดทางทีวี หรือมี Facebook Live ให้คอยติดตามกันกันบ้าง กับการเคลื่อนไหวของน้องๆใน IG และในแฟนเพจส่วนตัว ที่มาอัพเดตให้แฟนๆได้ชื่นใจกันอย่างต่อเนื่อง เพิ่มยอดจำนวนไลค์เพจกันไปเรื่อยๆ ในรอบ 3-4 เดือนที่ผ่านมา

และแน่นอนว่านอกจากเรื่องดีๆแล้ว ก็มีกระแสหลายๆ อย่างในด้านลบที่เกิดขึ้นกับวงอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ประเด็นดราม่าเรื่องเมษา การประกาศทางเพจและการคอมเม้นท์หลายๆครั้งที่ใช้คำไม่ค่อยเหมาะสม รวมไปถึงการประกาศอีเว้นท์หลายๆอย่างในเวลากระชั้นชิดเกินไป (ช่วงเดินสายพบปะสื่อ) ตารางงานที่ไม่ค่อยชัดเจน ประเด็นเรื่องบทสรุปช่วงท้ายของรายการ BNK48 Senpai ที่กลายเป็นรายการท่องเที่ยว แทนที่จะแนะนำน้องๆ ที่ตกหล่นอีก 8 คน ดราม่าเรื่องการถ่ายรูปของเมมเบอร์ การเลื่อนการเปิดตัวเพลงอย่างไม่มีกำหนด ระบบเว็บไซต์สำหรับสั่งจองรูปภาพที่ติดขัดและล่มในวันแรกๆ ฯลฯ

เอาเป็นว่าเท่าที่คิดออกก็มีประมาณนี้ จะเห็นได้ว่ามีประเด็นหลายๆ เรื่องเลยทีเดียวที่ทีมงาน BNK48 เอง ยังทำได้ไม่ดีพอ จนทำให้เกิดเสียงตอบรับที่ไม่ค่อยดีนัก

อันดับแรกเลยเรามาลองสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นข้อๆ กันดูนะ

  1. ปัญหาเรื่องการฝึกฝนของน้องๆ BNK48 : เนื่องจากว่าในไทย การปั้นไอดอลเกิร์ลกรุ๊บเป็นเรื่องที่ยังใหม่มากๆ ไม่เหมือนที่ญี่ปุ่นที่ปัจจุบันการก่อตั้งไอดอลขึ้นมาเริ่มจะเป็นเรื่อง Mass ไปแล้ว ใครๆ ก็ปั้นวงไอดอลสาวขึ้นมาได้ มีหลักสูตรการเป็นไอดอลที่ชัดเจนให้ทำตามมากมาย ถึงขั้นมีสถาบันไอดอล หรือโรงเรียนสอนการเป็นไอดอลกันเลยทีเดียว ต่างจากไทยเราไม่มีอะไรพวกนั้น ดังนั้นการฝึกของน้องๆ BNK48 เพื่อจะมาเป็นไอดอล เลยประกอบด้วยสามส่วนหลักๆ คือ การร้อง การเต้น การแสดง ซึ่งจากที่เราได้เห็นในรายการ BNK48 Senpai กัน ก็จะเห็นว่าน้องๆ ก็ได้มีการฝึกฝนตามคลาสเรียนต่างๆ โดยคุณครูคนไทยที่เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่างๆ ทั้งการร้อง การเต้น การแสดง (และคงมีอื่นๆด้วย) และเนื่องด้วยน้องๆ ที่ถูกคัดเลือกเข้ามานั้น มีพื้นฐานในเรื่องต่างๆเหล่านี้ที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงต้องมาปรับพื้นฐานกันใหม่ตั้งแต่ 0 ใครที่มีพื้นฐานมาก่อนแล้วก็สามารถไปได้เร็ว ไม่ว่าจะเป็น ปัญ เจนนิษฐ์ ที่มีพื้นฐานด้านการเต้น หรือป้าแก้ว เซ็นท์แจน ที่มีพื้นฐานด้านร้องเพลง แต่ก็ยังมีน้องๆอีกหลายๆ คนที่ต้องมาเริ่มใหม่จาก 0 ดังนั้น จึงต้องใช้เวลาหลายเดือนในช่วงต้นสำหรับฝึกฝนหลายๆ ให้กับน้องๆ ทำให้ช่วงแรกๆ หลังจากเปิดตัววงมานั้น สำหรับแฟนๆ เราเลยได้เจอกับสภาวะสุญญากาศสำหรับโอตะ กล่าวคือ โอตะไม่สามารถไปตามเชียร์น้องๆได้ เพราะน้องๆยังอยู่ในช่วงซ้อมหนักกันอยู่ อีกทั้งยังไม่สามารถเปิดตัวในฐานะไอดอลอย่างยิ่งใหญ่ได้
  2. ปัญหาเรื่องการจัดการประสานงานของทีมงานไทยและญี่ปุ่น : เนื่องจากว่า BNK48 เป็นวงที่มีลิขสิทธิ์ร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ทำให้การดำเนินการอะไรหลายๆ อย่าง จะต้องมีการตกลงกันทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่าย่อมมีบางอย่างที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ทำให้มีปัญหาในการเดินหน้าต่อ ประเด็นหลักของข้อนี้น่าจะเป็นเรื่องของ “เพลง” ที่เกิดปัญหาดีเลย์ ไม่สามารถเปิดตัวได้ ถ้าให้เดาสาเหตุ ก็คิดว่าน่าจะเกิดจากความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องของการนำเพลงมาแปลเป็นภาษาไทย ทำให้จะใช้เวลาในการปรับปรุงเพิ่มเติม ทำให้ไม่สามารถเปิดตัวได้ตามกำหนดการเดิม
  3. ปัญหาเรื่องคอนเน็คชั่นและการจัดการผลประโยชน์ : เนื่องจากว่า บริษัท ที่เป็นหัวเรือใหญ่ของ BNK48 นั้น ไม่ใช่ RS, GMM, True หรือบริษัทใดๆ ที่เป็นบริษัทใหญ่ที่มีคอนเน็คชั่นในวงการบันเทิง ทำให้ BNK48 ยังไม่สามารถเจาะตลาดเพื่อเข้าถึงคนหมู่มาก และเป็นที่รู้จักกว้างขวางได้นักในตอนนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดูท้าทายแต่ก็น่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน เพราะจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่นานมานี้ ที่พี่บอย โกสิยพงษ์ ได้ไปโพสสอบถามความคิดเห็นของแฟนๆ ในการจัดงานคอนเสิร์ท NMB48 ในไทย โดยมีเบื้องหลังคือ ค่าย Love is ของพี่บอย ที่จะโคกันกับ บ.โยชิโมโตะ ที่เป็นต้นสังกัดของ NMB48 และยังมีวงไอดอลโยชิโมโตะในไทยที่เป็นของ บ.โยชิโมโตะ เอง ซึ่งจากที่วิเคราะห์ดูแล้ว หาก ไอดอลโยชิโมโตะ ในไทย ได้มีการจับมือกับ Love is ผู้มีคอนเน็คชั่นในวงการบันเทิง และด้วยระดับคุณภาพในการทำงานเพลงและการจัดคอนเสิร์ท ก็จะเห็นได้ว่า BNK48 ในตอนนี้ยังคงด้อยกว่าในทุกมุมมอง
  4. ปัญหาเรื่องทีมงานของ BNK48 : จากข้อ 3 ที่ได้กล่าวไปแล้ว ทำให้ต่อมาถึงเรื่องของประสิทธิภาพของทีมงาน BNK48 ที่แฟนๆ หลายๆ คนก็น่าจะได้เห็นจุดผิดพลาด จุดน่าหงุดหงิดหลายๆ อย่าง ที่ทำให้เห็นได้ชัดกว่า ทีมงานของ BNK48 ยังคงขาดทั้งประสบการณ์ และทีมงานเก่งๆ ที่สามารถจะรับมือและแก้ไขกับสถานการณ์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นได้ รวมไปถึงการตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่างก็ยังไม่เด็ดขาด และไม่เกิด Impact ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับแฟนๆ ของ BNK48 เอง อย่างผมตอนนี้คือ ผมเชื่อมั่นในตัวน้องๆ สมาชิก BNK48 นะ แต่ยังรู้สึกไม่เชื่อมั่นในตัวของทีมงานเลย
  5. ปัญหาด้านการสื่อสาร : ในฐานะไอดอลแล้ว การสื่อสารถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด ที่จะทำให้แฟนๆ เกิดความรู้สึกอยากสนับสนุน ไม่ว่าทั้งตัวน้องๆ เอง หรือตัวสตาฟที่ดูแลน้องๆ ก็ด้วย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นน้องๆ หรือสตาฟ ยังใช้วิธีการสื่อสารที่ยังมีความเป็นไอดอลไม่พอ เช่น การประกาศข่าวสารหลายๆอย่าง ยังไม่ชัดเจน คลุมเคลือ ทำให้ต้องประกาศซ้ำเพิ่มเติมอีกหลายรอบ (ยกตัวอย่างเช่นรายละเอียดต่างๆ ของรูปถ่ายที่ขาย) รวมไปถึงตัวน้องๆเอง ที่ยังมีการวางตัวและการสื่อสารต่อแฟนๆในฐานะไอดอลได้ไม่ดีพอ ซึ่งนอกจากจะทำให้เป็นที่เม้ามอยของโอตะบางส่วนแล้ว อาจจะทำให้เกิดแอนตี้โอตะขึ้นมาในอนาคตด้วย

จากปัญหาที่กล่าวมา 5 ข้อ นั้น ก็เป็นความคิดเห็นส่วนนึง ที่ผมเองในฐานะโอตะ รู้สึกได้จากการเฝ้าติดตาม BNK48 มาอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลา 3 เดือน โดยส่วนตัวแล้วนั้นผมก็รู้สึกรักและชอบน้องๆ BNK48 อยู่แน่นอนล่ะ แต่ก็ยังรู้สึกว่ายังมีอะไรอีกหลายอย่างมากๆ ที่น้องๆ และทีมงาน ต้องเติบโตให้ได้มากขึ้นกว่านี้ หากต้องการเทียบเคียงได้กับวงรุ่นพี่อย่าง AKB48 ได้ หรือเอาแค่ให้สู้วงไอดอลทั่วๆ ไป ของญี่ปุ่น ที่มีคนติดตามเป็นจำนวนหนึ่งให้ได้ก่อนก็พอ อย่างเช่น นิจิคอน วาสุตะ อากิชิบุ ยูเมะอะโดะ ที่ทำยอดขายได้หลักหลายหมื่นแผ่น ยังไม่ต้องถึงกับต้องไปเทียบกับ 48G ก็ได้ (อันนั้นดูเป็นความฝันไกลๆเลยทีเดียว)

อะ ทีนี่ หลังจากบ่นเรื่องปัญหา และข้อเสียหลายๆ จุดที่เกิดขึ้นมาเยอะพอแล้ว ก็ลองมาดูกันว่า ถ้าผมเป็นผู้จัดการของ BNK48 ณ เวลานี้ ผมควรที่จะทำอะไรต่อไปดี เพื่อให้ BNK48 สามารถเติบโตขึ้นไปได้

สิ่งที่อยากทำ ถ้าเป็นผู้จัดการ BNK48

  1. ปรับปรุงการสื่อสารของทีมงาน : โดยการจ้างโค้ชมาฝึกสอนเรื่องการใช้คำ ตั้งแต่การประกาศต่างๆ ของวง ที่ต้องสร้างบทบาทที่มีความจริงจัง สุขุม และเข้าใจง่ายมากกว่านี้ เลิกตอบคอมเม้นท์และ Message แบบเป็นรายบุคคล แต่ใช้วิธีรวบรวมคำถามต่างๆ ที่แฟนๆ ถาม คัดกรอง และสรุปออกมาเป็น Q&A และนำมาทำเป็นรูปประกาศหรือแจ้งให้ชัดเจนกับแฟนๆ ทั้งหมดไปเลย นอกจากจะช่วยลดภาระในการที่แอดมินจะต้องคอมเม้นตอบทีละอัน หรือต้องตอบ Message ที่ถามเข้ามาหลังไมค์ทีละอัน อันไหนไม่ตอบก็ดราม่าอีก การทำแบบนี้ทำให้เกิดความชัดเจนว่าถามมาได้ เราอ่านอยู่ แต่เดี๋ยวอันไหนเข้าท่า เราตอบได้ เดี๋ยวเราสรุปตอบให้เลยทีเดียว ทุกคนรู้เห็น ได้รับทราบข้อมูลที่เท่าเทียมกัน
  2. ปรับปรุงการสื่อสารของน้องๆ : เนื่องจากน้องๆ จะต้องมีการวางตัวเป็น IDOL ไม่ใช่ Net Idol ที่จะโพสอะไรก็ได้ ดังนั้นต้องมีการเรียนรู้ในเรื่องการใช้ Social Media ที่เหมาะสม ควรมีคลาสเรียนที่สอนเรื่องการใช้ Social Media ทั้งคำพูดที่เลือกใช้ คำบางคำที่ไม่ควรใช้ สิ่งที่ถ่ายได้ สิ่งที่ไม่ควรถ่าย สิ่งที่ต้องทำเซ็นเซอร์ ซึ่งปัจจุบันนั้นทีมงานค่อนข้างจะให้อิสระกับน้องๆ ในการอัพโหลดรูปภาพ Story หรือคลิปวิดีโอ ซึ่งถือเป็นเรื่องดีๆ ที่ได้ให้น้องเป็นตัวของตัวเองในการนำเสนอ แต่ก็มีหลายๆครั้งที่รู้สึกว่าน้องๆ ยังขาดประสบการณ์ ดังนั้นควรจะมีครูเฉพาะที่มีความเข้าใจในเรื่องนี้ มาช่วยสอนให้น้องๆ เข้าใจโลก Social มากยิ่งขึ้น
  3. กำหนดโจทย์ให้น้องๆในการนำเสนอตัวเองผ่าน Social Media : ข้อนี้จริงๆ เคยเห็นมาตอนที่น้องๆ มาโพสรูปเพื่อสร้างสรรค์ไมค์ซ้อมของน้องๆ แต่หลังจากนั้นก็หายไปเลย จริงๆ ที่ญี่ปุ่นนั้นจะมีวัฒนธรรมการอัพรูปติด Hashtag ที่สนุกสนานพอสมควร เช่นวันป๊อกกี้ อะไรงี้ หรือวงไอดอลวงนึง (น่าจะ LinQ) ที่มีการกำหนด Challenge 30 วัน ให้กับเมมเบอร์ทุกคนอัพรูปในโจทย์เดียวกันขึ้นมาในแต่ละวัน ซึ่งก็สร้างความสนุกสนานให้กับโอตะได้เยอะเลย ซึ่งอะไรแบบนี้เป็นสิ่งที่น่าทำ เพราะเป็นการเล่นสนุกบน Social Media ที่ดี
  4. ทำรายการบน YouTube เพื่อนำเสนอตัวตนของน้องๆ : เราอยู่ในยุคที่ใครๆ ก็ทำ YouTube Channel ได้ มีรายการหลายๆ อย่างใน YouTube มากมายให้เลือกดู ทำไมต้องยึดติดผลงานระดับ Production ที่ต้องฉายออกทางทีวี หลังจากจบรายการ BNK48 Senpai ก็จะเห็นว่าค่อนข้างเงียบเหงา รายการ BNK48 Show ก็ยังไม่มา และได้เห็น Live ของน้องๆ ในระดับบ้านๆ อย่างเช่น ปัญใช้มือถือ fb live เพื่อนๆ พามิโอริ เที่ยววังหลังงี้ คือก็เป็นอะไรที่ดูสนุกดีนะ เราได้ดูก็รู้สึกเพลินดี เลยคิดว่า แทนที่จะมา Live ให้ดูแบบนี้ ทำไมถ่ายมาเป็นวิดีโอ แล้วมีทีมงานที่คอยช่วยน้องๆ ตัดต่อ นิดๆ หน่อยๆ และอัพขึ้น YouTube ไป ทำหัวรายการหลายๆ แบบไหน ใครมีความสามารถแบบไหนก็แยกหัวรายการกันไป อย่างน้อยมีรายการให้แฟนๆ ได้ติดตาม อาทิตย์ละ 1-2 ตอน ตอนละ 10-15 นาทีงี้ พอมีคนดู มีคนแชร์ ก็ช่วยเพิ่มยอด Subscribe ยอดไลค์ ทำให้คนรู้จักมากยิ่งขึ้น ดีกว่า ถ่ายมาเป็น fb live ที่หลังช่วงเวลาไลฟ์ไปแล้วก็ไม่มีใครย้อนกลับไปดู เพราะขาดความสดใหม่ในการสื่อสารแล้ว ปัจจุบันการหา Partner เรื่องทำคลิปก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว เด็ก ม.ปลาย ยังทำชาแนล ตัดต่อคลิปง่ายๆ ลง YouTube ได้เลย ทำไม BNK48 ที่มีน้องๆ มากมาย จะมาทำคลิปลง Channel เองไม่ได้ล่ะ
  5. ปรับปรุงระบบเว็บไซต์ใหม่ : ในฐานะ Programmer ด้วยนี่ รู้สึกขัดใจกับเว็บไซต์ของ BNK48 มากๆ คือไร้ซึ่งความสวยงามและประโยชน์ในการใช้งานซะจริงๆ ควรปรับปรุงให้มืออาชีพที่เชี่ยวชาญ (มากกว่าเจ้าปัจจุบัน) เป็นผู้ดูแล ทั้งในเรื่องการออกแบบและเนื้อหา แค่ Banner เลื่อนๆ ในหน้าแรกเว็บยังเห่ยเลย ไม่มีการแก้ไข ทำรูปเพิ่มอะไรด้วย สมควรไปหาจ้างทำให้ดีกว่านี้
  6. ตารางเวลางานในแต่ละเดือน : ก็ไม่รู้ว่าอยู่ในแผนงานของเว็บในอนาคตไหมนะ แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องมี วงไอดอลที่ญี่ปุ่น “ทุกวง” มีตารางงานของวงตัวเองบนหน้าเว็บไซต์ ว่าวันนี้จะมีอีเว้นท์ที่ไหน ใครจะไปบ้าง อาจจะประกาศวันและสถานที่ล่วงหน้า แต่ประกาศเมมเบอร์ที่จะไปทีหลัง ก็มีให้เห็นบ่อยๆ แต่เป็นสิ่งที่ต้องมี เพื่อให้แฟนๆ สามารถวางแผนการเดินทาง เพื่อไปตามไอดอลได้
  7. การพบปะแฟนๆ ที่นอกเหนือจากการค้า : แน่นอนว่าการขายของเพื่อหาเงินเข้าวงเป็นเรื่องที่ดี ควรทำ เพราะวงจะอยู่รอดได้ส่วนนึงก็คือรายได้ แต่ก็ต้องมีกิจกรรมฟรี ที่เปิดโอกาสให้แฟนๆ หน้าใหม่ สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้บ้าง เพื่อให้แฟนหน้าใหม่เปลี่ยนเป็นแฟนคลับที่จะติดตามวงต่อไปหลังจากนี้ อาจจะเลือกใช้เป็นงานจับมือพบปะง่ายๆ เหมือนที่ไอดอลญี่ปุ่นทั่วๆไปทำกัน (เรียกว่าจับมือ 3 วิ ก็ได้) แต่เนื่องจากในไทยเราไม่ได้มีสถานที่ ที่มีเวทีแบบร้าน Tower/Tsutaya/Animate อะไรงี้นัก ก็อาจจะใช้งานหนังสือ B2S ร้านคาเฟ่ หรือสถานที่อื่นๆ ซึ่งจะต้องมี Connection ในการทำธุรกิจร่วมกันบางอย่าง เช่นซื้อเครื่องดื่ม ขนม แล้วมีน้องๆ มาเสริฟอะไรงี้ (แบบนิจิคอนที่ไปขายชานมไข่มุกที่ฮาราจูกุ หรือขายน้ำแข็งไส) ก็เป็นอะไรง่ายๆ ที่สามารถกำหนดเมมเบอร์ผลัดเปลี่ยนสลับกันไปออกอีเว้นท์ตามร้าน โดยที่ไม่ต้องแสดงไลฟ์ก็ยังได้ แถมแฟนคลับก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับเมมเบอร์นิดๆ หน่อยๆ ระหว่างซื้อของ (ที่ถ้าเป็นแฟนคลับก็ซื้ออยู่แล้ว แต่คนทั่วไปที่มาซื้อก็จะได้ลองเจอไอดอลไปด้วย) แล้วพอแฟนคลับรู้สึกสนใจ งานอื่นๆ เดี๋ยวเค้าก็ตามไปเองแหละ
  8. งานหาเงินก็ต้องมา : แน่นอนว่าธุรกิจต้องดำเนินไปได้ด้วยกำลังของเงิน แต่อย่างการขาย Photo Set แล้วต้องมีสุ่มว่าจะได้ถ่ายรูปกับน้องๆ หรือเปล่า (เอาแค่ 1 เมมเบอร์ : โอตะ 5 คน ด้วยนะ) ถือเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์มากในวงการไอดอลที่อยู่ในช่วงกำลังเติบโตอยู่ คือคุณยังไม่ได้เป็นดารา นักแสดงที่โด่งดังอยู่ก่อนแล้ว มีฐานแฟนคลับเยอะอยู่แล้ว เลยต้องสุ่มเพื่อกำหนดปริมาณแฟนคลับ แต่ด้วยยอดแฟนคลับที่วัดแล้วจากเลข Order ก็น่าจะมีคนสั่งซื้อไม่เกิน 3-4 พันคน ดังนั้นการหาเงินที่ดีก็ควรเป็นการหาเงินที่เป็นการได้ประโยชน์ทั้งตัวไอดอลเอง และตัวโอตะ ซึ่งถ้าเป็นผม ผมจะสร้างอีเว้นท์ขายรูปอย่างเดียวนะออกเป็นหลายๆ งาน ดังต่อไปนี้
    1. อีเว้นท์จับมือ (ซื้อรูป 1 เซ็ต ได้จับมือกับน้องๆ 1 เลน) : เช่าสถานที่อะไรใหญ่ๆหน่อย ซัก 1 วัน ง่ายๆ ก็ลานหน้าสยามวันก็ได้ จัดเวทีให้น้องๆไลฟ์ซักหน่อย จากนั้น แบ่งน้องเป็นเลนส์ๆ มี 29 คน ใช่ไหม แบ่งไปเลย 5 เลน กั้นคอกไว้ให้ข้ามเลนไม่ได้ จากนั้นขายรูป ซื้อ 1 เซ็ต 250 บาท ได้สิทธิ์เข้าเลน 1 เลน โอตะก็ได้เข้าไปจับมือน้องๆ เรียงๆ ไป 6 คน คือไม่ได้พูดไรกันนานหรอก แต่อย่างน้อยได้แนะนำตัวให้ได้รู้จักกัน ใครเป็นดีดี ก็ซื้อเข้าหลายเลนไป ฮาๆ
    2. อีเว้นท์ถ่ายรูป (ซื้อรูป 2 เซ็ต ได้ถ่ายกับเมมเบอร์ 1 คน) : เหมือนเดิมกับข้างบน แต่ต้องซื้อรูปเมมเบอร์คนเดียว 2 เซ็ต (6 ชุด) คิดเป็นเงิน 1,500 บาท แต่ได้ถ่ายรูปกับเมมเบอร์แน่นอน 1 เชกิ (หรือถ่ายมือถือก็ได้) ก็ถ้าเอาตามเรตราคาแล้ว 1500 ถือว่าเป็นราคาที่แพงแต่ยังเหมาะสมในการได้ถ่ายรูปกับไอดอลที่ชอบแน่นอน 1 คน โอเคว่าถ้ากลัวว่าจะมีคนถ่ายกับ ฌป มากเกินไป ก็จำกัดจำนวนก็ได้ เช่น 1 เมมเบอร์จะมีบัตรถ่ายรูปแค่ 30 ใบ ดังนั้น 29 คน ก็จะมีรวมทั้งหมด 870 ใบ คิดเป็นเงินก็ 870×1500 ก็ได้ 1,305,000 บาท (ถ้าขายได้หมดทุกคน) อืม ยังไม่คุ้มค่าเช่าสถานที่กับต้นทุนค่ารูปอีกเหรอ? ซึ่งแน่นอน ฌป อาจจะขายดี แต่ถ้าเมมคนอื่นยังขายไม่หมด มันก็มีคนอยากไปลองแหละน่า….
    3. ขายอัลบัมใส่รูป แน่นอนว่าขายรูปไปแล้ว ก็ควรทำอัลบัมสำหรับใส่รูปมาขาย ที่ญี่ปุ่น ไอดอลแทบทุกวงมีขายอัลบัมเชกิของตัวเอง 55+ ดังนั้น BNK48 ก็ควรไปทำขายด้วย อันละ 300 500 ก็ว่าไป ใส่ได้ 64 รูป 100 รูป ก็ว่าไป และถ้าขายในราคาแพงหน่อย เช่น ถ้าราคามากกว่า 500 บาท ก็อาจจะพ่วงด้วยอีเว้นท์แจกลายเซนจากน้องๆ เมมเบอร์ อาจจะไม่ได้จัดวันเดียวกัน แบ่งกันมาวันละ 10 คนงี้ ซื้อวันนี้ ก็เอามาให้น้องๆ ที่มางานวันนี้เซ็นที่อัลบัมรูปได้ 1 คน ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานอะไรหรอก คนละประมาณ 30 วิ ถึง 1 นาที เท่านั้นแหละ อยู่ที่ว่าจะเอ้อระเหยนานแค่ไหน ถ้าน้องเซนนาน โอตะ ก็ได้ยืนคุยด้วยนาน ฮาๆ
  9. สร้าง Connection กับธุรกิจขนาดเล็กเพิ่มขึ้น : กระแสไอดอลในไทยยังไม่ได้คึกคักแบบญี่ปุ่น และคนไทยมักคุ้นชินกับดาราที่ขึ้นเวทีโชว์ตัวอะไรมากกว่า แต่หากอยากทำไอดอลที่เข้าถึงได้ การจับมือกับธุรกิจขนาดเล็ก ก็สามารถสร้าง Connection ที่แข็งแกร่งได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมี Connection ยิ่งใหญ่ จัดงาน จัดเวทีใหญ่โตอะไร คือโอกาสที่น้องๆ จะได้ไปแจมเวทีใหญ่ๆ อย่าง Viral Asian หรือ Japan Expo มันไม่ได้เกิดขึ้นได้บ่อยนัก แต่การจับมือกับ Partner ร้านค้า จะสามารถสร้างงานได้ตลอดทั้งปี ยกตัวอย่างเช่น ไปจับมือกับร้านไอติมเปิดใหม่แถวสยามสแควร์ (ร้านไรก็ไม่รู้ล่ะ) จัดเคมเปญซื้อไอติมที่ร้านเมนูนี้ รับไปเลย รูปถ่ายของเมมเบอร์แบบสุ่ม (รูปพิเศษ หาจากที่ไหนไม่ได้) หรือดีหน่อยก็เป็นที่รองแก้วของร้านไอติม แต่มีพิมพ์ลายหน้าน้องๆ ไรงี้ และสุดสัปดาห์เสาร์ทิตย์ก็อาจจะส่งน้องๆ ซัก 2-3 คน ไปเป็นพนักงานที่ร้าน (ถ้ากลัวร้านแตกก็ไม่ต้องเอา ฌป ไปก็ได้ lolz) ก็เป็นอีกกิมมิค ที่สามารถเล่นกันระหว่างน้องๆ กับธุรกิจขนาดเล็กได้ โดยเฉพาะพวกร้านของกินงี้ เพราะใครๆ ก็สามารถซื้อได้ ไม่คิดไรมาก นอกจากเหล่าแฟนคลับที่แวะเวียนไปช่วยอุดหนุนแล้ว คนทั่วๆ ไปเองที่มาซื้อไอติมก็จะได้เห็นความน่ารักของน้องๆ BNK48 อีกด้วย ก็อาจจะทำให้ได้แฟนคลับเพิ่มแบบไม่รู้ตัว
  10. ให้น้องๆ BNK48 ได้มีโอกาสพบกับผู้เป็นตัวอย่างในการเป็นไอดอลให้มากกว่านี้ : การเติบโตเป็นไอดอล การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการได้เรียนรู้จากไอดอลนั้นเอง ที่ญี่ปุ่นเอง สาวๆ AKB48 ก็ไม่ได้ออกงานกันแบบโดดเดี่ยวทุกครั้ง การได้มีโอกาสทำงานร่วมกับไอดอลด้วยกันเอง ทั้งในงานขาวแดง งาน M-Sta งานดนตรีอื่นๆ ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะทำให้น้องๆ เติบโตมากยิ่งขึ้น รู้สึกคนมากขึ้น รู้จักกันวางตัวที่ดี ในกรณี BNK48 นั้น ถ้าอยากเป็นไอดอลในสายญี่ปุ่น ก็ควรได้มีโอกาสร่วมงานกับคนที่ทำงานในสายญี่ปุ่น หรือไม่ก็ไอดอลญี่ปุ่นไปเลย ไม่ว่าจะที่ไทยเอง หรือที่ต่างประเทศ ก็ควรจะต้องมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสมาชิกให้ได้ออกงานร่วมกับคนอื่น ถือเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด นอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียนกับคุณครูตามสายงานต่างๆ ยกตัวอย่างเคสที่เคยเห็นคือแบบ กรณีน้องๆ นิจิคอนมาไทย ได้ขึ้นแสดง แต่หลังเวทีก็ได้เจอกับยูเมอาโดะ หรือวงไอดอลน้องใหม่ 8Plannet ก็มีถึงขนาดมาแนะนำตัวกันเลย หรือตอนไป AFA ก็มีการถ่ายรูปคู่กัน ทวิตเตอร์ถึงกัน follow กัน หรือในงาน TIF ที่ญี่ปุ่น ไอดอลแต่ละวงมาเจอกัน ก็ได้พูดคุยกัน แลกเปลี่ยนความเห็นอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งก็จะช่วยให้น้องๆ ขัดเกลาความเป็นไอดอลได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น น้องๆ ต้องทำงานเยอะๆ พบปะผู้คนมากๆ นะ lolz

หลัก ก็เอาแค่ 10 ข้อ ก่อนละกัน ก็เป็นความเห็นของเราเอง ที่มองในฐานะ โอตะคนนึง ที่อยากเห็นวงการไอดอลในไทยอย่าง BNK48 ได้เติบโต สามารถมอบความรักให้แฟนคลับได้เหมือนกับที่ ไอดอลจากญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น AKB48 นิจิคอน อากิบิบุ หรือวงอื่นๆ ที่สามารถมอบความรักให้กับเราในฐานะแฟนคลับได้แบบที่เป็นอยู่นี้ (แม้จะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องก็ตาม)

ก็หวังว่า BNK48 จะปรับปรุงข้อเสียที่เคยเกิดขึ้นได้โดยเร็ว และพัฒนาอะไรหลายๆ อย่าง ไปในทางที่ดี ที่ทำให้เหล่าโอตะสามารถรู้สึกมั่นใจกับวงได้นะ

ให้ได้เห็นการพัฒนาทั้งตัวน้องๆ เมมเบอร์เอง และสตาฟท์…. (ชิไฮนินด้วย)

 

ลาแค่นี้

บีบีซังโอตะคนหนึ่งที่ไม่เคยเป็นชิไฮนิน

1008 Total Views 2 Views Today