ประสบการณ์ใหม่กับการนั่งแท็กซี่ลีมูซีน “Uber”

dc_taxi_blog_header_banner

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่อยู่กรุงเทพ หรือมาเที่ยวกรุงเทพ จะต้องเคยที่จะโบก “รถแท็กซี่” เพื่อไปที่ไหนก็ได้ตามที่อยากจะไป ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าเราทุกคนต้องเคยเจอเหตุการณ์แบบ “ไม่ไปครับ” , “ส่งรถครับ” , “แก๊ซไม่พอ” และอีกเหตุผลนานาประการที่ไม่สามารถบรรยายหมด ซึ่งผมเองก็ไม่สามารถหาเหตุผลมารองรับกับสิ่งที่บรรดาโชเฟอร์สรรหามาอ้างเสียจริงๆ ใครเจอก็บอกได้คำเดียวว่า เบื่อ!!! แท็กซี่ดีๆไปไหนหมด? และผมก็ได้ลองใช้บริการ Uber ซึ่งเป็นบริษัทแท็กซี่ที่มาจับตลาดแท็กซี่ส่วนบุคคลในกรุงเทพ ก็เลยจะมารีวิวให้ดูกันคร่าวๆ ครับ

เนื่องจากเป็นช่วงโปรโมชั่นทำให้ทาง Uber แจกคูปองฟรี 300 บาท ให้ได้ลองใช้บริการกันแบบฟรีๆ เนื่องจากเพื่อนผมชวนไปสยาม เพื่อนผมก็เลยชวนให้เรียก Uber ซะเลย ซึ่งตรงนี้ขาไป เพื่อนผมเป็นคนเรียก ดังนั้นผมเลยไม่ได้รีวิว เอาเป็นว่าจะรีวิว รวมๆ ละกันครับ สำหรับขากลับจากสยาม ผมเป็นคนเรียก ก็เลยใช้ Account ของผมในการใช้บริการ Uber หลังจากเปิดแอพขึ้นมา เราก็จะเห็น Taxi ของ Uber ทุกคันที่วิ่งอยู่ในกรุงเทพ ซึ่งในขณะที่ผมจะเรียกนั้น มีหลายคนเลยที่อยู่แถวๆ สยาม

IMG_9036

เปิดแอพขึ้นมา ซึ่งมันจะบอกพิกัดปัจจุบันที่เราอยู่ เราก็ลากๆ ตัว point ว่าเราจะให้รถแท็กซี่มารับตรงจุดไหน ซึ่งก็ควรจะมาร์คให้ถูกว่าจุดไหน ตำแหน่งไหน สำหรับคือ ฝั่งไหน! พร้อมกับจะมีเวลาโดยประมาณบอกไว้ว่าอีกประมาณกี่นาที แท็กซี่จะมาถึง หลังจากได้พิกัดที่เราจะขึ้นรถแล้วก็กด > ที่อยู่บนรูป

IMG_9037

จากนั้นก็เลือกตำแหน่งที่เราจะให้ไปส่ง ก็กรอกๆ ไป มันก็จะเซิดให้

IMG_9039

IMG_9022

และเมื่อเรากดที่คำว่า Fare Quote แอพก็จะบอกราคาค่าโดยสาร โดยประมาณ มาให้ดู ซึ่งของผมก็อยู่ราวๆ 219-269 บาท ซึ่งก็เป็นเรตที่แพงกว่านั่งแท็กซี่ปกติ ถ้าแท็กซี่ปกติ รถไม่ติด จากสยามกลับบ้านผมก็คงเสียประมาณ 120 บาท ถือว่าราคาสองร้อยกว่าเป็นราคาที่แพงกว่าแท็กซี่ทั่วไปอยู่ครับ จากนั้นก็กด Request Pickup here เป็นการคอนเฟิมเรียกแท็กซี่ ซึ่งแอพจะมีข้อมูล ของคนขับขึ้นมาให้เลย เราสามารถเห็น ชื่อ รูปภาพ ทะเบียนรถ ประเภทรถได้ทันที ในเคสผมได้นั่ง Toyota Camry ครับ (แต่เห็นว่ามีทั้งเบ้นท์ ทั้งบีเอ็มให้นั่งเลย) ซึ่งตรงนี้แล้วแต่ดวงว่าจะได้นั่งอะไรครับ

หลังจากขึ้นรถแล้ว โชเฟอร์ก็ทักทายกับผู้โดยสารพอเป็นพิธี ถามคอนเฟิมว่าจะไปที่ไหน (แต่เค้าก็คงทราบอยู่แล้วล่ะ)

IMG_9008

ขาไป ผมได้รับน้ำสิงห์ขวด 330 ml มาด้วย 2 ขวด แต่ขากลับไม่ยักได้ สงสัยว่าหมด เอาเป็นว่ามีน้ำเปล่าให้กินระหว่างนั่งรถก็ถือว่าดีเลยครับ สำหรับรถของโชเฟอร์ก็มีทั้ง iPad Mini ติดไว้ ซึ่งคงใช้ App Uber เช่นกัน และ GPS ของ Garmin สำหรับนำทาง ดังนั้นหมดปัญหาจากคำถาม “จะไปทางไหนดีครับ?” , “ไปไม่ถูกครับ” ก็บอกเค้าไป ไปทางที่ Garmin มันแนะนำนั่นล่ะครัช 555+

IMG_9026

ในระหว่างนั่งรถก็สามารถเปิดแอพไปได้พลางๆ ว่านั่งไปถึงไหนแล้ว อยู่ตรงไหนแล้ว ดูได้แบบ Realtime สามารถแชร์เส้นทางการเดินทางของเรา ส่งได้ทั้งทาง Facebook/Twitter/Text message/Email เลยทีเดียว คือติดตามได้ผ่านทางหน้าเว็บแบบสดๆ เลยว่า ตอนนี้เรากำลังอยู่ที่ไหน ถือว่ามีความปลอดภัยสูง กรณีต้องนั่งรถคนเดียว

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ผมถือว่าเด็ด คือ ระหว่างรอรถนะ เราสามารถเลือก Splite Fare หรือเลือกแชร์ค่าโดยสารกับเพื่อนได้ ผมจึงได้ลองกด Split Fare แล้วส่งไปหาเพื่อนที่ไปด้วยกันดู ก็พบว่า ที่หน้าแอพของเพื่อนก็ขึ้นมาให้กด Accept เพื่อยืนยันการแชร์ค่าโดยสารกัน และบนเครื่องเพื่อนก็จะปรากฏชื่อโชเฟอร์ที่กำลังขับรถมาอีกด้วย เรียกได้ว่า ถ้าไปกัน 3-4 คน ก็คุ้มครับ แชร์ค่าโดยสารกันได้หมด หมดปัญหาเพื่อนไม่ยอมจ่ายค่าแท็กซี่ได้อย่างดี

นอกจากนั้นเราสามารถกดส่งข้อความหาโชเฟอร์หรือโทรหาโชเฟอร์ที่กำลังมารับเราได้ทันที โดยเราไม่จำเป็นต้องรู้เบอร์… กดโทรแล้วมันจะโทรหาเองเลย ซึ่งในกรณีนี้ผมไม่ได้ลองจ้า และแน่นอน โชเฟอร์ก็สามารถโทรกลับมาหาเราได้ กรณีหาเราไม่เจอ ดังนั้นไม่ต้องห่วง จิ้มพิกัดให้ตรงๆ ไปยืนให้ถูกจุด แล้วส่องรถดูยี่ห้อ รุ่น ดูทะเบียนให้ดีๆ ก็น่าจะไม่พลาด

การขับขี่ก็ค่อนข้างขับได้ดีทีเดียว รถที่ผมนั่งทั้งไปกลับคือ Camry สภาพรถก็อยู่ในระดับดีมาก แอร์เย็น เบาะนั่งสบาย คิดว่ารถส่วนใหญ่คงเป็นรถใหม่ทั้งสิ้น แต่ไม่รู้ว่าจะใช้น้ำมัน หรือใช้แก๊ซแหะ

IMG_9028

หลังจากถึงที่หมาย ลงรถแล้ว โชเฟอร์ก็จะกดปุ่มที่ iPad Mini ของเค้า เป็นการจบการเดินทาง ที่แอพของเราก็จะขึ้นราคาสุทธิขึ้นมาให้โดยทันที (เร็วมาก) พร้อมให้เรารีวิว ให้คะแนน หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเดินทางในครั้งนี้ ซึ่งถ้าคนขับได้คะแนนไม่ดี หรือโดนแสดงความคิดเห็นในแง่ลบ เค้าก็จะได้รับการตักเตือน หรือโดนให้ออกจากการขับรถของ Uber ซึ่งผมคิดว่าเป็นการคัดกรองคนขับได้ดี ลูกค้าต้องให้คะแนนคนขับ ซึ่งผมก็ให้ 5 ดาวไปแหละนะ

2014-04-16 22_26_14

ไม่หมดเท่านี้ ยังมี Email ส่งมาทันทีหลังลงรถ เป็นการสรุปรายละเอียดการเดินทางทั้งหมด ค่าโดยสาร ระยะทางที่ใช้ในการเดินทาง ความเร็วโดยเฉพาะ และข้อมูลของโชเฟอร์ จากที่ผมสังเกตคือรายละเอียดคนขับนั้นมาจาก Thai Smile Limousine ก็เลยคิดว่าทาง Uber ก็คือ Outsource พนักงานมาจากคนขับรถลีมูซีนจริงๆนั่นล่ะ

อ่อ ใช่ นอกจากนี้ บนหน้าเว็บไซต์ของ Uber ยังเก็บบันทึกข้อมูลการเดินทางของเราเอาไว้อีกด้วยนะ

2014-04-17 22_38_19

 

0725-paris-taxi-uber-630x420

ข้อสรุป…..ก็จะเห็นได้ว่าเรามีตัวเลือกแท็กซี่ที่ดี ไม่ปฏิเสธผู้โดยสาร และใช้เทคโนโลยีมาประยุกต์ให้เข้ากับโลกในยุคปัจจุบันได้ดีทีเดียว ผมค่อนข้างชอบในรูปแบบการให้บริการแบบนี้นะ อย่างน้อยคือไม่ต้องหัวเสียกับการโบกแล้วไม่ไป การชวนคุยเรื่องการเมือง รถเก่า แอร์ไม่เย็น ขับไม่ดี บลาๆ ซึ่งสร้างความหงุดหงิดใจให้กับผมเป็นอย่างมากกกกกก

ในเรื่องของค่าโดยสารที่ค่อนข้างที่จะแพงกว่าแท็กซี่ปกติอยู่พอสมควร ซึ่งเรตค่าโดยสารก็ต้องไปลองหาดูกันโดยละเอียดอีกที แต่คงแพงกว่ารถแท็กซี่โดยสารทั่วไปแน่นอนอยู่แล้วครับ ผมตีเฉลี่ยว่าแพงกว่าราวๆ 2-3 เท่า แต่ถ้าคิดว่าแลกกับบริการที่ดีกว่า(มากกกก) ก็อาจจะคุ้มก็ได้ แล้วแต่คนจะคิดนะ

สำหรับการใช้บริการ Uber นั้น จะต้องผูกกับบัตรเครดิตเท่านั้น ถ้าไม่มีบัตรเครดิตจะไม่สามารถสมัคร Account ได้เลย พูดกันตามตรงคือ ค่าแท็กซี่จะถูกตัดจากระบบบัตรเครดิตทันที ก็จะหมดปัญหาเรื่องทอนเงินไปอีกอย่าง ผมเองยังรู้สึกแปลกๆ เลย กับการนั่งแท็กซี่แล้วไม่ต้องล้วงกระเป๋าจ่ายค่าโดยสาร 555+

สำหรับตอนนี้มีโปรโมชั่นแจกเงินฟรี 300 บาท เมื่อสมัครภายในเดือน เมษายนนี้ ถ้าใครที่อยากสมัครก็สามารถสมัครได้ แล้วใส่ Promotion Code คือ uber500thb เท่านี้ก็จะได้ส่วนลด 300 บาท ไปใช้ทดลองนั่งแล้ว หรือคลิกลิ้งค์ด้านล่างได้เลย

สมัคร Uber ได้ฟรี 300 บาท คลิกเลยจ้า

มีแอพทั้งบน iOS และ Android นะจ้ะ

 

รายละเอียดอื่นๆ ดูได้จากเว็บ Uber เองเลย https://www.uber.com/

0 Total Views 0 Views Today

One thought on “ประสบการณ์ใหม่กับการนั่งแท็กซี่ลีมูซีน “Uber”

Leave a Reply

Your email address will not be published.