อายุครบ 25 ปี กับการสูญเสียอวัยวะ “ไส้ติ่ง”

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ถึงผ่านมานานหลายเดือนแล้ว แต่ก็ยังจำเหตุการณ์ต่างๆได้เป็นอย่างดี เพราะถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญในชีวิตเลยทีเดียวกับการผ่าตัดใหญ่ครั้งแรกในชีวิต นั่นก็คือการ “ผ่าตัดไส้ติ่ง” อวัยวะที่ใช้ทำอะไรก็ไม่รู้ มีประโยชน์ไหมก็ไม่รู้ ใครๆก็บอกว่าไม่มีมันก็อยู่ได้ แต่กว่าจะผ่านจุดนั้นมาได้นั้นมันเป็นยังไง ก็เลยลองมาบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นเก็บเอาไว้ดู

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้ เกิดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2013 ในวันศุกร์ปลายสัปดาห์ของต้นเดือนที่ 10 วันที่ตัวผมก็สะบัดตูดไปนั่งทำงานที่ออฟฟิศดั่งเช่นทุกๆวัน เหตุการณ์ทำท่าจะปกติ แต่แล้วช่วงซักบ่ายสามโมงก็รู้สึกปวดท้อง ก็คิดว่าเป็นอาการปกติหลังกินข้าว แต่ก็ไม่ได้ปวดอึ๊อะไร เข้าห้องน้ำไปแล้ว กลับมานั่งๆ ก็ยังปวดท้องอยู่ ระหว่างนั่งประชุมสรุปงานกันภายในบริษัทก็ยังปวดท้องไม่หายจนต้อง “นอนประชุม” พยายามจะหายาธาตุน้ำแดงมากินก็ไม่มี ตอนนั้นเวลาประมาณห้าโมงก็เลยขอตัวชิ่งกลับบ้านก่อน กะว่าเดี๋ยวไปซดยาธาตุน้ำแดงที่บ้านละกันวะ เดี๋ยวก็คงหาย แต่พอเดินลงมากลับพบว่าปวดท้องหนักกว่าเดิม แค่จะเดินไปที่ป้ายรถเมล์ยังไม่รอด ก็เลยตัดสินใจโบกแท็กซี่กลับบ้าน แถมแผ่ตัวนอนที่เบาะด้านหลังเลยเพราะว่าแค่จะนั่งก็ไม่ไหวแล้วจ้า

บนแท็กซี่ก็คุยขอคำแนะนำกับพี่ที่บริษัท ส่วนใหญ่ก็บอกให้ไปโรงพยาบาล คือไม่รู้หรอกว่าเป็นอะไรแต่ถ้าปวดมากๆก็ควรไป ซึ่งเราก็แอบงงๆ อึ้งๆ ว่าเห้ย จะเป็นไส้ติ่งได้เหรอวะ ไม่ได้ไปกระโดดโหยงๆหลังกินข้าวอะไรแบบนั้น อย่างที่รู้กันซักหน่อย ระหว่างทางก็เซิดหาว่าไอ้ไส้ติ่งเนี่ยมันอยู่ตรงไหนวะ ซ้ายหรือขวา ปวดข้างไหนถึงจะเป็นไส้ติ่งวะ.. ? ก็ได้ดังรูป

site

ก็เหมือนจะตรงอยู่นะ แต่ไม่รู้แหะ ตอนปวดท้องมันปวดไปหมด ไม่มาสนใจหรอกว่าปวดข้างไหนกันแน่ เอาเป็นว่าสรุปก็บอกแท็กซี่ตรงไปโรงพยาบาลแทน ตอนนั้นก็เลือกไปโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล โชคชัย 4 เนื่องจากใกล้บ้าน และประกันสังคมของตัวเองก็อยู่ที่นั่น ก็ต้องบอกว่าโดยส่วนตัวแล้วโครตไม่คุ้นเคยกับการไปโรงพยาบาลเอาซะเลย คือไม่ได้ไปโรงพยาบาลมานานมากๆๆ ยิ่งเคสที่ต้องนอนโรงพยาบาลเลยเนี่ยก็นานมากๆซะจนจำไม่ได้แล้ว แล้วประกันสังคมก็ไม่เคยใช้มาก่อน

เริ่มจากลงรถก็ถามเค้า ได้ความว่าไม่ว่าจะเป็นห่าอะไรก็ตามต้องไปที่ตึกประกันสังคมก่อน ซึ่งที่โรงพยาบาลนี้จะมีตึกสำหรับใช้ประกันสังคมแยกออกมาจากตึกผู้ป่วยปกติ เนื่องจากเดินไม่รอดเลยมีรถมาพาไป หลังจากเข้าไปที่ตึกพบว่าคนรอคิวอยู่เยอะมากๆ ฉิบหายยยย!!! ปวดท้องจะตายห่าอยู่แล้ว ยังจะให้มานั่งรออีกตายพอดี หลังจากทำท่าอิดโอยคล้ายคนป่วย พยาบาลก็เลยลากเราไปนอนที่เตียงพักฟื้นด้านใน…. คือแค่นั่งก็ไม่ไหวแล้วจริงๆ ณ ตอนนั้น หลังจากพยาบาลเริ่มเอาเอกสารต่างๆ นาๆ มาให้เซ็น เนื่องจากเป็นผู้เปื่อยใหม่ ก็เซ็นๆ แล้วก็นอนรอไป จำได้ว่านอนรอเป็นชั่วโมงเลยล่ะ จนเริ่มตรวจ เริ่มด้วยเจาะเลือด แล้วก็ให้ไปฉี่ใส่ถ้วยเพื่อเอามาตรวจ แล้วก็กลับมานอนต่อรอดูผล หลับไปพักใหญ่ๆ จนสองทุ่ม เค้าบอกว่าตึกประกันสังคมจะปิดตอน 2 ทุ่ม ก็ให้ย้ายไปที่ตึกใหญ่แทน… โอ้ย กูเดินไม่ค่อยจะรอดยังจะมาย้ายไปย้ายมา เหนื่อยนะเฟ้ย!

หลังจากถูกย้ายมา และมีหมอมาตรวจจริงๆซักที หมอใช้เวลาตรวจไม่นานแล้วก็บอกสั้นๆว่า “ผลเลือดไม่ค่อยชัด แต่อาการกับจุดที่ปวดค่อนข้างตรง งั้นผ่าเลยละกันเน๊อะ” ……… ห๊ะ เอ๊ะ เห้ย! อะไรวะหมอ…ตกลงไส้ติ่งอักเสบไหมก็ยังไม่ชัวร์แต่ให้ผ่าเลยเหรอ(วะ!) แล้วจะไม่เป็นไรเหรอ? ก็เลยถามคำถามโง่ๆกลับไปหาหมอว่า “แล้วถ้ามันไม่อักเสบแล้วผ่าออกมามันจะไม่เป็นไรเหรอ?” หมอตอบมาสั้นๆอีกว่า “ก็ผ่าออกมาแล้ว จะได้ไม่ต้องอักเสบอีกไง” ……. โอเคชัดครับ! หมอ

IMG_5730

IMG_5732

ก็โดนลากไป X-ray ก่อนรอบนึงในห้องที่ไร้สัญญาณโทรศัพท์มือถือ คือเข้าห้องปุ๊บสัญญาณหายปั๊บเลย เหมือนว่าเค้าตั้งใจให้เป็นแบบนั้น…ขณะนั้นก็กำลังโทรตามเพื่อนให้มาช่วยเก็บข้าวของ กับกำลังตื่นเต้นที่จะได้ผ่าตัดครั้งแรก อัพ Facebook อย่างเมามันส์… หมอได้อธิบายขั้นตอนให้ฟังก่อนการผ่าตัดจะเริ่มขึ้น โดยการผ่าตัดนั้นจะใช้วิธีการ “บล็อคหลัง” แล้วผ่าตัดเปิดหน้าท้อง… ผมก็ถามหมอไปว่าให้ผมหลับไปเลยได้ไหม? คือกลัวเจ็บอะ หมอตอบมาว่า ยาสลบมีความเสี่ยงเพราะอาจจะไม่ฟื้นก็ได้ และมีผลข้างเคียง ดังนั้นบล๊อคหลังจะเซฟกว่าเพราะคนไข้จะรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาแค่จะมีอาการเหมือนเป็นอัมพาต ครับๆ โอเค เข้าใจแล้ว ทำไปครับ… จากนั้นก็แก้ผ้าหมดตัว รู้สึกเขินๆเหมือนกัน แถมคุณหมอเป็นคุณหมอผู้หญิงด้วยสิ ถึงจะรุ่นป้าก็เหอะ หมอก็จะให้นอนตะแคงแบบคุดคู้ กอดเข่าเอาไว้ แล้วก็จะฉีดยาเข้าไปที่หลัง จากนั้นหมอจะให้รีบนอนตัวตรงๆ อย่างรวดเร็ว เพราะเดี๋ยวจะไม่รู้สึกอะไรกับท่อนล่างของนายแล้ว….

download

ไม่นาน ไม่เกิน 15 วินาทีด้วยซ้ำ ร่างกายท่อนล่างผมตั้งแต่ช่วงพุงลงไปก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว คือลองเอามือไปหยิบๆ ตรงสะโพก ตรงขาก็ไม่รู้สึกอะไรเลยซักนิด “เหมือนกับว่ามันไม่ใช่ขากู” หลังจากนั้นขั้นตอนการผ่าตัด ผมก็รู้สึกเหมือนแดกว๊อดก้าแบบเพียวๆ คือไม่รู้สึกคลื่นไส้แบบกินเหล้า แต่คือรู้สึกเมามากๆ รู้สึกว่าโลกนี้หมุนๆ ลืมตาไม่ค่อยขึ้น แต่ไม่สลบหรือหลับแต่อย่างใด ไม่รู้มันมีส่วนผสมของโคเคน เฮโรอีน กัญชา หรืออะไรพวกนี้หรือเปล่า ผมจะได้รู้เอาไว้ว่าเวลาเสพย์สารพวกนี้เข้าไปมันจะโลกหมุนแบบนี้นี่เอง ดีนะยังเห็นโลกเป็นสีปกติไม่ได้เห็นเป็นสีอื่น หรือเห็นทุ่งทานตะวัน อะไรทำนองนั้น 555+

จากนั้นรู้สึกตัวอีกที คืออยู่ที่ห้องพักฟื้นหลังผ่านตัด (ยังอยู่ในห้องผ่าตัด) ก็มีพยาบาลเฝ้าอยู่ข้างๆ แล้วเค้าก็เอาไส้ติ่งใส่ถุงพลาสติกใส มีน้ำด้วย มาให้ดู อืมๆ มันเป็นแบบนี้นี่เอง ขนาดก็ใหญ่ดีอยู่นะ แต่ ณ เวลานั้นคือ “ยังเมาอยู่” มองไม่เห็นอะไรเท่าไหร่ เห็นแค่ว่าเป็นก้อนเนื้อลอยแก้วอยู่ในถุงใส่น้ำ แถมตอนนั้นไม่มีโทรศัพท์มือถืออยู่กับตัวด้วย น่าเสียดายที่ไม่ได้ขอถ่ายรูปเก็บเอาไว้…และ ณ ตอนนั้นเราก็ได้ลาจากอวัยวะไส้ติ่งของเราไป…..อย่างไม่มีทางได้กลับคืนมา ตลอดกาล

IMG_5738

หลังจากนั้นก็โดนลากเข้าห้องผู้ป่วยไป เป็นห้องรวมที่มีม่านแยกผู้ป่วยแต่ละเตียงออกจากกัน ก็มีเพื่อนๆก็ตามมาให้กำลังใจ แต่เนื่องจากดึกแล้วก็เลยต้องกลับกันไปก่อน ไว้ค่อยมาใหม่พรุ่งนี้ ส่วนเราก็นอนหลับไป คืนแรกของการผ่าตัดใช่ว่าจะหลับสบาย ช่วงแรกๆ ช่วงล่างยังไม่รู้สึกอะไรมันก็ดีอยู่หรอก แต่พอผ่านไปซัก 2-3 ช.ม ร่างกายก็เริ่มมีความรู้สึกจากบนลงไป เริ่มรู้สึกเจ็บแผลที่ผ่าตัด เจ็บสัดๆ ปวดสัดๆ จนต้องกดปุ่มเรียกพยาบาลมาถึง 2 ครั้ง รอบแรกเอายาแก้ปวดมาให้กิน (พาราดีๆนี่แหละ) รอบสองเริ่มหนักไม่ไหว พยาบาลเลยฉีดยาแก้ปวดให้ โอเค ทีนี่หลับปุ๋ยล่ะ…

IMG_5741

ตื่นขึ้นมาอีกทีคือเช้ามืด หมอมาตรวจอาการ ก็บอกว่าเราน่ะโชคดี ที่ไส้ติ่งอักเสบจริง แต่เพิ่งจะอักเสบ รู้ตัวทันเสียก่อน และผ่าออกไปแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าปล่อยกลับบ้านไปล่ะก็ อีกซัก 1-2 วัน ไส้ติ่งแตกมันจะเป็นหนอง นอกจากผ่าตัดเอาไส้ติ่งออกแล้วยังต้องเปิดแผลทิ้งเอาไว้ เพื่อให้หนองมันแห้ง แบบนั้นนะนอนโรงพยาบาลเป็นอาทิตย์แน่ๆ เพราะจะผ่าตัดแล้วปิดปากแผลไม่ได้….. โอ้ย แค่คิดก็ขนลุกแล้วหมอ ขอบคุณหมอมากจริงๆ ฮะ ที่ลากผมไปผ่าตัด แทนที่จะส่งผมกลับไปตายที่บ้าน

สำหรับอาหารมื้อแรกคือ “อาหารเหลว” ดังในรูปที่เห็น มันคือ น้ำข้าวต้ม และ น้ำแกงจืด น่าจะเป็นอาหารที่อนาถที่สุดเท่าที่เคยกินมาล่ะ…. รสชาติก็ไม่ต้องเดาหรอกฮะ ถ้ามีโอกาสไปลองกันเองละกัน 555+ แต่ผมก็ซดหมดเกลี้ยงนะ คือเมื่อคืนก็ไม่ได้กินข้าว หิวมากเลยครับ

IMG_5740

IMG_5743

หลังจากนั้นก็มีพยาบาลมาทำแผลให้วันละ 2 ครั้ง ผมก็ใช้ชีวิตแบบผู้ป่วยอยู่บนเตียง เช้ากินข้าว นอน เที่ยงกินข้าว นอน เย็นกินข้าว นอน วนลูบอยู่ 3 วัน 3 คืน วันแรกๆ แค่นั่งยังทำไม่ได้เลย ทำได้แค่นอนกับเอนหลังมา จะกินข้าวยังต้องนอนกินท่าเอน 130 องศาเลย อนาถมากๆ หลังจากพักฟื้นก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ วันที่สามคือเริ่มนั่งได้ และเดินลุกไปเข้าห้องน้ำเองได้ อ่อ เคสผ่าตัดไส้ติ่งแบบนี้ไม่ต้องให้น้ำเกลือนะครับ ถือว่าดีแล้ว ไม่งั้นผมออกมาหน้ากลมป๊อก บวมน้ำเกลือแหงๆ

ฉี่ไม่ออก

มีประสบการณ์ที่เหี้ยอีกอย่างนึงคือ “การสวนฉี่” เนื่องจากว่าช่วงเช้าวันแรกของการผ่าตัดนะ ส่วนล่างของร่างกายผมยังมีอาการเป็นอัมพาตอยู่ อันเนื่องจากฤทธิ์ยาที่ใช้ในการผ่าตัด ดังนั้นจึงทำให้เกิดอาการ “ฉี่ไม่ออก” ทั้งๆที่ปวดมากๆ ปวดแบบรู้สึกว่าฉี่จะราดแล้ว แต่ฉี่ยังไงก็ไม่ออกซักที พยาบาลก็เอากระโถนหรืออะไรพวกนี้มาให้แต่คือมันไม่ออกจริงๆ ดังนั้นวิธีที่ต้องทำคือ “สวนฉี่” ก็มีบุรุษพยาบาลคนนึง (ไม่ใช่ชายเต็มร้อย) มาช่วยจัดการถือปืนให้ ฮาๆ วิธีการก็คือ เขาก็จะปลิ้นเจ้านั้น แล้วก็สอดท่อเป็นท่อสายยางเข้าไปแบบสุดๆ จนถึงกระเพาะปัสสาวะ พูดง่ายๆคือต่อสายตรง… ต่อจากนั้นซักพักน้ำก็จะไหลออกมาอย่างช้า…. ตอนสวนน่ะเจ็บมากๆครับ แต่หลังจากนั้นคือฟินล่ะ เพราะได้ฉี่แล้วกู…..

IMG_5748

IMG_5746

ชีวิตการเป็นผู้ป่วยนี่น่าเบื่อใช้ได้ ผมคิดกะจะใช้เวลานี้นั่งทำงานอยู่เหมือนกัน แต่เนื่องจากนั่งไม่ได้ เอนตัวก็ลำบาก สุดท้ายเล่นคอมพ์ได้แค่แป๊ปๆ ก็คิดว่า นอนดีกว่า…ก็เลยนอนครับ พบว่าป่วยแบบนี้การนอนสำคัญมาก นอนเยอะๆ ช่วยได้มาก อีกอย่างผมเป็นพวก กินอิ่มแล้วหลับ ดังนั้น กินอิ่มผมก็หลับจริงๆ

IMG_5754

พยาบาลมาวัดไข้บ่อยทีเดียว วันละ 2 ครั้ง เช้ากับตอนเย็น มีเรื่องชวนสงสัยคือ เช้ามืดวันนึง (ราวๆ ตี 5) ก็มีพยาบาลสาวมาปลุกผมเพื่อวัดไข้นี่แหละ ซึ่งก็วัดไป ก็ปกติไม่มีไข้ ผมก็หลับต่อ ทีนี่สายๆราวๆ 7 โมงกว่าๆ ก็มีพยาบาลมาวัดไข้ผมอีก ผมก็งงว่าทำไมวัดบ่อยจัง เลยบอกพยาบาลไปว่า “ตอนเช้ามืดก็วัดไปรอบแล้วนี่ครับ” พยาบาลกลับบอกผมกลับมาว่า “ยังไม่มีนี่คะ ใครมาวัดให้เหรอคะ?” เอ่อม….. แล้วผมจะไปรู้ได้ไงวะ ว่าพยาบาลคนไหน ชื่ออะไรมาวัดไข้ให้เมื่อเช้ามืด….เอาเป็นว่าจะพยายามไม่คิดไรมากนะ… ถือว่ามีพยาบาลหวังดีมาวัดไข้ให้บ่อยๆละกัน บรึ๋ยๆๆ

หลังจากพักฟื้นจนสามารถลุกนั่งได้ เข้าห้องน้ำเองได้ คุณหมอก็อนุญาติให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ ซึ่งก็ยังไปทำงานไม่ได้ นั่งมากๆไม่ได้ ยังต้องนอนพักจนกว่าแผลจะปิดสนิทและอีก 1 อาทิตย์ถึงจะมาตัดไหมออก ก็น้อมรับคำบัญชา สำหรับเรื่องการอาบน้ำก็สามารถทำได้ หลังจากติดเทปแบบกันน้ำ ราคา 3xx บาท แนบเนื้อเลย น้ำไม่ไหลซึม สามารถอาบน้ำได้ตามปกติ

IMG_5768

จากนั้นก็เป็นการเคลียร์ค่ารักษาพยาบาล…. ซึ่งตอนแรกก็เดาอยู่ว่าจะซักเท่าไหร่ ก็ออกมาค่อนข้าง (แพง) เกินคาด….

IMG_5769

ยอดค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ทั้งค่าผ่าตัด ค่าพักรักษาตัวเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน อยู่ที่ 29,381 บาท…….. โชคดีมากที่ทั้งหมด สามารถเบิกประกันสังคมได้ และผมไม่ต้องสำรองจ่ายแม้แต่บาทเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องน้อมขอขอบคุณประกับสังคมเป็นอย่างมาก ผมซาบซึ้งกับเงิน 750 บาท ที่จ่ายชำระไป (โดยการหักไปจากเงินเดือน) ทุกๆเดือนเป็นอย่างมาก ถ้าไม่มีมันล่ะก็…แย่แน่เลย ผมไม่มีประกันอย่างอื่นที่ไม่ใช่ประกันอุบัติเหตุด้วยสิ ดังนั้นถ้ามีประกันสุขภาพอย่างอื่นก็อาจจะดีก็ได้นะ (ยิ่งพวกประกันที่ถ้าต้องนอนโรงพยาบาลแล้วจะได้เงินชดเชยนะ ก็อาจจะดีอยู่เหมือนกัน)

สรุป…. ตอนนี้ไส้ติ่งได้จากผมไปแล้ว… ชีวิตที่ผ่านมา 4 เดือนหลังผ่าตัดโดยไร้ไส้ติ่งก็ยังโอเค นานๆทีก็มีคิดถึงมันอยู่บ้าง ยังไงมันก็อยู่กับผมมาตั้ง 25 ปีเต็ม (แต่ก็ไม่เคยฝันถึงหรือเก็บเอาไปฝันนะ) ประโยชน์ของการไม่มีไส้ติ่งก็คือ “การไม่ต้องกลัวว่าไส้ติ่งจะอักเสบ” ซึ่งมันคงเป็นเช่นนั้น ถึงปัจจุบันเราจะยังไม่รู้ประโยชน์ของไส้ติ่งแน่ชัด แต่การที่คนเราต้องสูญเสียอวัยวะในร่างกายอะไรไปซักอย่างมันก็ทำเอาใจหายเหมือนกันนะ ปัจจุบันผมก็พักฟื้นจนร่างกายเป็นปกติแล้ว สามารถไปวิ่งออกกำลังกายอะไรได้แล้ว (หลังผ่าตัด 1-2 เดือน ห้ามออกกำลังกายนะ) แต่ที่ท้องก็ยังมีรอยแผลเป็นอยู่ ไม่รู้ว่าเพราะไม่ได้ผ่าตัดกับหมอเทรุ หรือด๊อกเตอร์ K ทำไมถึงยังมีรอยแผลเป็นอยู่ได้ แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรนัก ถือว่าเป็นรอยแผลที่เอาไว้ระลึกถึงว่าครั้งนึงเราได้เคยผ่าตัด ณ ตรงนี้ และจดจำเรื่องราวถึงมันได้

แล้วเพื่อนๆล่ะ ผ่าไส้ติ่งออกไปกันหรือยัง?

0 Total Views 0 Views Today

2 thoughts on “อายุครบ 25 ปี กับการสูญเสียอวัยวะ “ไส้ติ่ง”

  1. Pingback: Скачать бесплатно mac studio tech foundation Best Sale AxVZR9bnQZ â€?« Скачать Java Игры на телефон. Картинки, тÐ

  2. เราก็เพิ่งผ่ามาได้ 4วันค่ะอยากทราบว่าเมื่อไหร่จะขับรถยนต์ได้คะ?

Leave a Reply

Your email address will not be published.