วิเคราะห์การตลาดร้านเมดคาเฟ่ในไทย “ฉบับนายท่าน”

IMG_8152

ต่อจาก entry ที่แล้ว ประสบการณ์การถูกเรียกว่านายท่านที่ “Maidreamin” (ตอน 1) วันนี้ก็ยังอยากจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับร้านเมดคาเฟ่อยู่ แต่ก็ยังไม่อยากเขียนตอนต่อจาก entry ที่แล้วซักเท่าไหร่ เลยจะมาเขียนเล่าในเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับรูปแบบการตลาดของร้านเมดคาเฟ่ในประเทศไทย อันตัวผมนั้นก็ไม่ได้เรียนจบด้านการตลาดหรืออะไรมาหรอก แต่อยากจะมาเล่าในมุมมองของการที่ตัวเองนั้นก็เป็นหนึ่งใน “เหยื่อการตลาด” ของร้านเมดคาเฟ่ เพราะถ้านับเวลาดูแล้วจะพบว่าร้าน Maidreamin ที่เปิดขึ้นมานั้นก็เปิดใกล้จะครบ 1 ปี แล้ว อะไรคือเหตุผลที่ร้านจะยังคงอยู่ได้ อะไรคือสาเหตุที่อาจจะทำให้ร้านเจ๊งและต้องปิดตัวลงไปแบบร้านเมดอื่นๆที่เคยเปิดก่อนหน้านี้ ก็มาลองดูกัน

ลูกค้าของร้าน

หัวข้อแรก คือ สิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจทุกอย่างคงอยู่ได้นั้นคือ “ลูกค้า” หรือคนที่จะมาจ่ายเงินให้นั่นเอง สำหรับกลุ่มลูกค้าของร้านเมดคาเฟ่นั้น ถ้า มองโดยผิวเผินก็คือกลุ่มคนที่ชอบในวัฒนธรรมญี่ปุ่น และเคยได้ยินสิ่งที่เรียกว่า “เมดคาเฟ่” มาก่อนบ้าง เมื่อมีร้านใหม่ที่น่าสนใจเปิดก็มีความตั้งใจที่อยากมาลองซักครั้ง และแน่นอนว่าเมื่อได้ลองไปดูแล้วก็จะมีการตัดสินใจว่าจะกลับมาใช้บริการซ้ำหรือจะมาครั้งเดียวเลิก..

ร้าน Maidreamin หรือร้านเมดคาเฟ่อื่นๆที่เคยเปิดบริการในอดีตนั้นก็จะมีรูปแบบของลูกค้าในช่วงแรกไม่ต่างกันนัก ช่วงแรกมักจะมีลูกค้าเยอะ ซึ่งเป็นปกติของการเปิดไลน์ธุรกิจที่คนอยากมาลองของแปลกใหม่ อารมณ์เหมือนมีร้านอาหารเปิดใหม่ เราก็อยากไปลอง ยิ่งนี่เป็นเมดคาเฟ่ที่มีสาวน่ารักๆในชุดเมดด้วย ดังนั้นใครๆก็อยากมาลองดูซักครั้ง ทำให้ในช่วงแรกนั้นถึงแม้จะเป็นคนที่ไม่ได้คลั่งไคล้วัฒนธรรมญี่ปุ่นมากนักก็ยังอยากที่จะมาลองดู แถมสมัยนี้บล็อครีวิว มีการทำรายการรีวิวกันใน Youtube ด้วย รายการต่างๆก็พยายามช่วยนำเสนอ ก็ส่งผลให้เกิดกระแสบอกต่อๆกัน ใน Social Network ช่วง 1-2 เดือนแรกของร้านที่เปิดใหม่ จึงค่อนข้างมีลูกค้าเยอะมากๆ

IMG_7625

กลับมาที่กลุ่มเป้าหมายหลักๆกันต่อ จากที่ได้มองอย่างลึกๆแล้วพบว่ามีลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่ไปครั้งเดียวแล้วเลิก ด้วยสาเหตุง่ายๆคือ ลองแล้วไม่ประทับใจ (ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม) สำหรับการแบ่งลูกค้าแบบหยาบๆคร่าวๆ ก็จะได้ดังนี้

  • กลุ่มลูกค้าที่มากินข้าวเป็นหลัก (ส่วนใหญ่มาเป็นครอบครัวหรือมากับผู้ใหญ่)
  • กลุ่มลูกค้าที่มานั่งดื่มเป็นหลัก (ส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่นในระแวกนั้น มักมาช่วงค่ำๆ หลังเลิกงาน)
  • กลุ่มลูกค้าที่มานั่งทำงาน (อารมณ์เหมือนนั่งตามสตาร์บั๊ค)
  • กลุ่มลูกค้าที่มาเล่น มาพูดคุยกับน้องเมด มาเอาบรรยากาศ (ส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นทั้งหญิงและชาย)

ซึ่งกลุ่มที่ผมอยากจะพูดถึงเป็นหลักก็คือกลุ่มสุดท้าย เพราะตัวผมเองก็คงถูกจัดอยู่ในประเภทนี้เป็นหลัก (แต่ก็อยู่ในประเภทอื่นได้ด้วยนะ)

ราคา

IMG_4886

แน่นอนว่าเป็นถึงระดับร้านเมดคาเฟ่ จะให้ราคาเท่ากับร้านอาหารญี่ปุ่นปกติก็คงไม่ได้หรอก หลักๆแล้วก็จะประกอบไปด้วย

  • ค่าชั่วโมง นั่งชั้นล่าง 50บาท/ช.ม , นั่งชั้นบน 100บาท/ช.ม ต่างกันตรงนั่งชั้นบนเป็นที่นั่งโซฟา
  • ค่าอาหารและเครื่องดื่ม อาหารเริ่มจะเริ่มต้นที่ประมาณ 99 บาท (ส่วนใหญ่) ซึ่งเป็นบรรดาจานกินเล่นทั้งหลาย จริงๆมีเมนูลับที่ถูกกว่านี้แต่ไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่ ส่วนเครื่องดิ่มถูกสุดก็ชาเขียวรีฟิล 69 บาท แล้วก็กระโดดไปที่ประมาณ 99 บาท ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็แพงขึ้นไปอีก
  • ส่วนเสริมต่างๆ จะอธิบายอีกทีในหัวข้อถัดไป

โดยทุกเมนูของร้าน รวมถึงค่าชั่วโมง จะมีการคิด +Service Charge 10% +Vat 7% เสมอ

สำหรับราคาค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสีย จากประสบการณ์ตัวเองนั้นจะแบ่งได้ดังนี้

  • งบประมาณประมาณ 200 บาท : สามารถนั่งได้ 1 ช.ม สั่งของกินเล่นหรือเครื่องดื่มซัก 1 อย่าง (หรือใช้คูปองแลกน้ำฟรีและสั่งของกินเล่น) จะตกอยู่ที่ (50+99)+10%+7% = 176 บาท
  • งบประมาณประมาณ 400 บาท : สามารถนั่งได้ 1 ช.ม สั่งอาหารจานกลางได้ 1 อย่าง เครื่องดื่มชาเขียวซักแก้ว จะตกอยู่ที่ (50+179+69)+10%+7% = 351 บาท
  • งบประมาณประมาณ 500 บาท : สามารถนั่งได้ 2 ช.ม สั่งอาหารจานกลาง + เครื่องดื่ม หลังจากขึ้นชั่วโมงที่ 2 ก็สั่งของกินเล่น ไม่ก็เชกิ 1 ใบ (50+179+69+50+100) = 528 บาท

IMG_5097

เนื่องด้วยกฎของร้านมีอยู่ว่า เมื่อต่อเวลาจะต้องสั่งเมนูเพิ่มอีกอย่างน้อยคนละ 1 เมนูอะไรก็ได้ ดังนั้นจึงเป็นการบังคับกลายๆว่าจ่าย 50 บาท นั่งฟรีๆอีก 1 ชั่วโมงเฉยๆไม่ได้นะ ต้องสั่งอะไรเพิ่มด้วย ดังนั้นพอขึ้นชั่วโมงที่ 2 จะเริ่มบานปลายล่ะ ดังนั้นชาเขียวรีฟิลก็ดูจะคุ้มค่าสำหรับการนั่งเกิน 1 ชั่วโมง ส่วนใหญ่สูตรของผมจึงเป็นการสั่งของกินเล่นกับเครื่องดื่มในชั่วโมงแรกจากนั้นต่อเวลาด้วยเชกิ ก็จะอยู่ในงบประมาณ 500 กว่าบาทล่ะนะ

แน่นอนว่าช่วงแรกผมไม่ได้จ่ายแค่นั่นหรอก ทั้งเชกิครั้งละ 3 ใบ ทั้งไอเท็มอื่นๆอีก ยังไงจะขอพูดในส่วนถัดไปนะ ส่วนนี้เอาให้เห็นภาพคร่าวๆ ว่างบกี่บาทจะได้บริการแค่ไหน

เมดเปรียบดั่งไอดอล

IMG_8154

สิ่งสำคัญที่เป็นจุดขายของเมดคาเฟ่ แน่นอนว่าต้องเป็น “น้องเมด” เป้าหมายหลักส่วนใหญ่ของคนที่มาใช้บริการไม่ใช่มากินข้าวแต่เป็นการมารับการบริการจากน้องเมด เมื่อมีเมดมากหน้าหลายตามาให้บริการจึงเป็นปกติของมนุษย์เราที่จะต้องเลือกน้องเมดที่ชอบเป็นพิเศษ หรือในวงการไอดอลเรียกกันว่า “โอชิเมม” ถ้าเป็นในมุมมองของน้องเมดก็คือ “แฟนคลับ” นั่นเอง น้องเมดแต่ละคนก็จะมีแฟนคลับไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับหน้าตา ความสามารถ การบริการ สเป๊คของนายท่าน บลาๆ ใครชอบใครก็เลือกเอา เลยเป็นสาเหตุให้นายท่านแต่ละคนก็อยากที่จะสนับสนุนน้องเมดที่เป็นโอชิเมมของตัวเอง เช่น เลือกถ่ายรูปเชกิคู่กับน้องเมดที่ชอบ ซื้อสินค้าที่เป็นรูปของน้องเมดที่ชอบ ฯลฯ แต่แน่นอนว่านายท่านจะไม่สามารถรู้ตารางงานของน้องเมดได้ ดังนั้นนายท่านที่อยากเจอโอชิเมมของตัวเองจึงอาจจะต้องลองมาหาทุกๆวัน เพื่อดูว่าโอชิตัวเองจะเข้าหรือเปล่า พอมาบ่อยๆเข้า เจอน้องเมดคนอื่นก็อาจจะเกิดเหตุการณ์ “เพิ่มโอชิ” ขึ้นมาได้เช่นกัน

ส่วนสนับสนุนการขาย

ในเชิงธุรกิจแล้ว เจ้าของกิจการก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อดูดเงินจากกระเป๋าของลูกค้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร้าน Maidreamin นั้นมีความแตกต่างจากร้านเมดเจ้าอื่นก่อนหน้านี้ที่มาเปิดในไทยตรงที่เป็นร้านแฟรนไชส์เจ้าใหญ่เจ้าหนึ่งที่มีระบบต่างๆ ที่เซ็ตมาอย่างดีพร้อมแล้ว การเปิดร้านสาขาจึงแค่นำระบบตรงนั้นมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมเพื่อดึงดูดลูกค้า อนึ่งแล้วก็เป็นออฟชั่นที่ช่วยเพิ่มความสนุกให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการนั่นแล

IMG_5020

  • ระบบพอยท์และยศของนายท่าน ดังที่ได้อธิบายไปแล้วใน Entry ก่อน จุดนี้ก็เป็นลักษณะของการเก็บสะสมแต้มเหมือนธุรกิจปกติ เก็บ 10 พอยท์ แลกน้ำได้หนึ่งแก้ว (อารมณ์เหมือนแดกชานมไข่มุก 10 ฟรี 1) จุดสำคัญตรงส่วนนี้ไม่ใช่การใช้เป็นส่วนลด แต่เป็นการแบ่งยศฐาบรรดาศักดิ์ของนายท่านแต่ละคนมากกว่า ใครได้เป็น VIP ก่อนก็จะดูกิ๊บเก๋ยูเรก้ายิ่งนัก ดังนั้นใครๆก็อยากเลื่อนขั้นให้เร็วที่สุด ซึ่งมันไม่ยากเลยครับ “ใช้เงินล้วนๆ
  • การจัด Event ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเพิ่มลูกค้าเข้าร้าน แต่ผมมองว่าเป็นการเรียกลูกค้าประจำให้กลับมามากกว่าเรียกลูกค้าใหม่นะ อิเว้นท์ก็จะมีทั้ง วันเกิดน้องเมด วันฮาโลวีน วันคริสมาสต์ วันปีใหม่ วันวาเลนไทน์ บลาๆ (ไม่มีวันพระไรพวกนั้นนะ) นอกจากอิเว้นท์ที่ Fix วันแล้วก็ยังมีอิเว้นท์ที่จัดขึ้นเอง เช่น อิเว้นท์ชุดนักเรียนกะลาสี อิเว้นท์สาวแว่น อิเว้นท์ชุดยูกาตะ หรืออะไรทำนองนี้ ส่วนใหญ่แล้วอิเว้นท์จะจัดขึ้นในช่วงเย็นของวันศุกร์ซะเป็นส่วนใหญ่ และที่นั่งมักจะเต็มเสมอ แน่นอนว่าพอเป็นงานอิเว้นท์น้องเมดก็จัดเต็ม มีทั้งการแสดงไลฟ์จากน้องเมด ชุดคอสเพย์ในแบบต่างๆที่เราจะไม่ได้เห็นในวันปกติ หรือไอเท็มพิเศษที่จะมีเฉพาะในอิเว้นท์นั้นๆเท่านั้น

  • ไอเท็มพิเศษ เกริ่นมาเสียเยอะ ไอเท็มพิเศษก็มีตั้งแต่ แท่งไฟแบบหัก (ใช้แล้วทิ้ง) , แผ่นซีดีเพลง (น้องเมดญี่ปุ่น), เข็มกลัด, รูปภาพของน้องเมด มีตั้งแต่รูปไซต์จัมโบ้ 4×6′ รูปโปสเตอร์ขนาด A4 , ทาเพรตตี้หรือรูปภาพขนาดใหญ่, อัลบัมใส่รูปเชกิ ซึ่งทุกอย่างที่ว่ามานั้นสามารถให้น้องเมดเซ็นชื่อหรือเขียนข้อความอะไรก็ได้ ถือเป็นการช่วยเพิ่มคุณค่าของสินค้า โดยราคาก็แตกต่างกันไปตามไอเท็มแต่ละชิ้น ถูกสุดคือ 99 บาท ไปยันแพงสุดคือทาเพรตตี้ที่ราคา 5-6 พัน เลยล่ะ สามารถกดขึ้นไปดูตัวอย่างไอเท็มบางส่วนได้จากรูปแรกของ entry นี้ (ขี้เกียจเอามาลงเยอะ)
  • บริการพิเศษ นอกเหนือจากการขายสินค้าแล้วก็ยังมีการขาย Service พิเศษอีกด้วย นั้นก็คือการสั่งไลฟ์ โดยเราสามารถเลือกเพลงเพื่อให้น้องเมดเต้นหรือร้องให้ดูได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและความชำนาญของน้องเมดแต่ละคนว่าจะร้องหรือเต้นได้ไหม โดยหลักๆแล้วน้องเมดที่มักจะเต้นได้เก่งๆก็จะมี โคโค่ มารอน ซายูริ นานาโฮะ เนโกะ คุเม รูกิ ซึ่งแต่ละคนก็มีความถนัดไม่เหมือนกัน ก่อนจะสั่งก็ต้องศึกษาประวัติน้องเมดแต่ละคนให้ดีๆด้วยนะว่าน้องเมดจะเต้นได้หรือเปล่า….วิธีง่ายๆคือถามน้องเมดก่อนสั่ง และอาจจะมีน้องเมดบางคนที่วันนี้บอกเต้นไม่ได้แต่ขอเวลา 1 อาทิตย์แล้วจะมาเต้นให้ดูด้วยนะ…ถือเป็นจุดน่ารักของน้องเมดเลยที่มีการแอบไปทำการบ้านมาซะด้วย สำหรับราคาอยู่ที่เพลงละ 400 บาท… สั่งทีเดียวหลายๆเพลงอาจจะมีแถมให้ ขึ้นอยู่กับน้องเมด เนื่องจากการสั่งไลฟ์นั้นสามารถดูด้วยกันได้ทั้งร้าน จึงมีหลายครั้งในช่วงคนเยอะๆที่นายท่านมักแชร์ค่าใช้จ่ายกันเพื่อสั่งไลฟ์ ก็สร้างความสนุกได้เป็นอย่างดี ยิ่งคนเยอะๆยิ่งสนุก
  • การแข่งขัน เป็นระบบจากทางญี่ปุ่นที่จะมีการโหวตให้คะแนนน้องเมด ซึ่งเป็นการแข่งรวมกันทุกสาขาทั้งญี่ปุ่นและสาขาต่างประเทศ มักจัดเป็นรอบๆ รอบหนึ่งกินระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน เงื่อนไขในการโหวตก็จะปรับเปลี่ยนกันไปในแต่ละรอบ เช่น Maidreamin Award ครั้งที่ 7 (ก่อน 10 ก.ย) เงื่อนไขต่ำสุดคือสั่งเชกิ 1 ใบ จะได้ 1 โหวต สั่งไลฟ์ได้ 4 โหวต แต่พอเป็นครั้งที่ 8 (ปีนี้) ก็มีการเปลี่ยนรูปแบบไป ทั้งนี้นั้นจะมีการประกาศผลทุกสุดสัปดาห์ มีป้ายโปสเตอร์มาแปะที่ร้านเพื่ออัพเดทลำดับด้วย ดังนั้นใครเป็นโอชิเมมใครก็ทุ่มโหวตให้กับโอชิเมมของตัวเอง เพื่อให้โอชิเมมของตัวเองได้อันดับสูงๆ
  • โปรโมชั่นอาหารกลางวัน จะมีเฉพาะวันธรรมดาเวลา 11.00-14.00 น. เท่านั้น โดยอาหารจะเป็นเซ็ตอาหารกลางวัน (ดูเมนูได้จากเว็บ) นอกจากราคาจะถูกกว่าปกติแล้ว ยังไม่คิดค่าชั่วโมงอีกด้วย แต่จะสามารถนั่งได้แค่ชั่วโมงเดียว และจะไม่ได้รับการบริการพิเศษจากน้องเมด (เช่นร่ายเวทย์ หรือกล่าวยินดีต้อนรับหรือส่งนายท่าน) ดังนั้นจึงเป็นโปรดีๆสำหรับคนที่อยากมานั่งรับประทานข้าวเที่ยงจริงๆ ซึ่งตัวผมเองก็ทำอยู่บ่อยๆ ด้วยการทานเซ็ตข้าวเที่ยงจากนั้นก็ต่อเวลาดรีมไทม์
  • เล่นเกมส์ & ลอตโต้ จะเป็นเกมส์เล่นกับน้องเมด เช่น กดฟันจระเข้ หรือหยิบฉลาก ของรางวัลก็มีทั้งรูปถ่ายน้องเมด (เลือกโอชิได้) , เข็มกลัด , แฟ้ม รางวัลใหญ่สุดคือแผ่นซีดีเพลง
  • โปรโมชั่นอื่น เช่น ฟรีค่าเข้าชั่วโมงแรก เป็นต้น ซึ่งมักจะมีโปรฯอยู่บ่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นโปรประจำเดือน ติดตามรายละเอียดได้ที่ แฟนเพจ
  • การบริการ แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการขายได้ดีที่สุดก็คือ “ตัวน้องเมดเอง” ในการให้บริการนายท่าน ทั้งการพูดคุย, การจดจำชื่อนายท่านที่แวะเวียนมาบ่อยๆ, อายคอนแทค (ส่งสายตาวิ้งวิ้ง), รอยยิ้ม ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้นายท่านทุกคนอยากกลับมาที่ร้านอีกครั้ง ดังนั้นน้องเมดทุกคนจึงต้องมีการบริการที่ดีอย่างสม่ำเสมอ นายท่านคงไม่อยากเข้าร้านไปแล้วเจอน้องเมดทำหน้าบูดหน้าบึ้งใส่ เจอเช่นนั้นไปคงไม่มีใครอยากกลับไปที่ร้านอีกเป็นแน่

บทสรุป

IMG_4979

โดยสรุปแล้วผมมองว่าร้านเมดคาเฟ่ “Maidreamin” สามารถมาถึงจุดนี้ได้เหนือกว่าร้านเมดร้านอื่นๆ ที่เคยเปิดมาในประเทศไทยตรงที่เป็นร้านเมดที่มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมญี่ปุ่นและสามารถประยุกต์ให้เข้ากับรูปแบบพฤติกรรมของคนไทยได้ดี หลักๆคงเพราะเป็นร้านสาขาแฟรนไชส์จากญี่ปุ่นโดยตรง มีสูตรสำเร็จอยู่บ้างแล้วว่าควรทำเช่นไรถึงจะสามารถดึงดูดนายท่านได้ ทั้งนี้ต้องยกความดีความชอบหลายๆอย่างให้กับผู้จัดการร้าน (รู้จักกันในนามคุณ U) และน้องเมดที่ช่วยกันคิดกิจกรรมหลายๆอย่างเพื่อหลอกล่อเหล่านายท่านให้ “ต้องไปเยือนดินแดนแห่งความฝัน” เฟสบุ๊คแฟนเพจเองก็มีผลอย่างมากในส่วนนี้ทั้งในเรื่องของการประชาสัมพันธ์กิจกรรม หรือการอัพโหลดรูปภาพประจำวันของน้องเมด มีหลายครั้งที่ผมเห็นรูปจากแฟนเพจ พอรู้ว่ามีโอชิของตัวเองประจำการอยู่ ผมรีบวาร์ปไปที่ E7 ทันทีเพื่อจะได้เจอกับโอชิของผม ก็ถือว่าเป็นการหลอกล่อที่ประสบผลสำเร็จสูงมากๆๆ #ไม่โดนกับตัวเองก็คงไม่เข้าใจ

สำหรับทิศทางและอนาคตของร้าน Maidreamin ที่จะครบรอบ 1 ปี ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ผมก็มองว่าร้านน่าจะยังคงเปิดอยู่ต่อไปได้ ด้วยการที่มีฐานลูกค้าประจำเยอะในระดับนึงแล้ว สถานที่ตั้งที่เดินทางได้สะดวก และกิจกรรมที่ยังมีเรื่อยๆ ในแง่ของข้อเสียคงเป็นขนาดของร้านที่อาจดูเล็กไปทำให้รับลูกค้าจำนวนมากไม่ได้ ทำให้เสียโอกาสหลายๆอย่าง แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับลูกค้าโดยเฉลี่ยด้วยว่ามีเพิ่มมากขึ้นแค่ไหน ผมเองก็ไม่รู้ว่าเวลากลางวันนั่นร้านจะร้างเลยหรือเปล่า….แต่ถ้ามีการขยายพื้นที่ก็น่าจะทำให้จัดอิเว้นท์ต่างๆได้สนุกมากขึ้น รวมไปถึงเวทีแสดงที่ตอนนี้ก็ใช้ทางเดินในการแสดง ไม่ได้มีเวทีจริงจังแบบสาขาที่ญี่ปุ่น

รวมไปถึงช่วงก่อนหน้านี้ที่เริ่มมีการผลักเปลี่ยนน้องเมดมากขึ้น น้องเมดคนเก่าออกไป มีน้องเมดคนใหม่เข้ามาแทน ในแง่ของจำนวนเมดถือว่ายังคงเท่าเดิม แต่การผลัดเปลี่ยนนั้นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้มีน้องเมดหน้าใหม่เข้ามา ดึงดูดให้น่าไปทำความรู้จัก แต่ข้อเสียก็คือสำหรับนายท่านที่มีโอชิเมม การที่โอชิเมมออกไป ทำให้จะไม่ได้เห็นโอชิเมมของเรามันก็ยากที่จะทำใจนะครับ บางคนถึงกับเลิกไปร้านเลย เพราะไม่สามารถเปิดใจรับน้องเมดคนใหม่ได้

ยืดมายาว สรุปจริงๆล่ะนะ ผมก็มองว่าธุรกิจเมดคาเฟ่เริ่มจะประสบความสำเร็จในประเทศไทยแล้วล่ะ หลังจากที่มีการทดลองเปิดมาหลายๆร้าน ก็หวังว่าในอนาคตคงจะมีร้านเมดคาเฟ่แฟรนไชส์เจ้าใหม่มาเปิดในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีก หรือจะเป็น Maidreamin สาขาที่ 2 ที่จะขยับขยายพื้นที่ให้ใหญ่ยิ่งขึ้นก็ดีนะ…. และสุดท้ายนี้ก็ขอให้มีน้องเมดน่ารักๆ เพิ่มมากขึ้นไปอีก เพื่อเป็นมิ่งขวัญแก่นายท่านสืบต่อไปจ้า~~~~

ปิดท้ายด้วยภาพนี้ละกันนะ….

000

โปสเตอร์ขนาด A3 นานาโฮะ เวอร์ชั่นอิเว้นท์คริสมาสต์

 

 

ปล.เนื่องจากเป็น Blog ส่วนตัว ดังนั้นจะพยายามเขียนด้วยข้อมูลจากความรู้สึกของตัวเองใช้รูปของตัวเองที่ถ่ายมาด้วยตัวเองให้มากที่สุด จะมีหลายรูปที่เป็นรูปถ่ายและไอเท็มบางส่วนของตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงดราม่าการเอารูปคนอื่นมาใช้นะครับ ถ้าใครมีปัญหาในเรื่องของเนื้อหาบทความหรือรูปถ่ายใดๆใน Blog นี้ สามารถติดต่อหาผมโดยตรงได้ที่ Twitter @bongbank หรือส่งข้อความมาทาง Facebook Bongbank หรือทาง LINE ก็ชื่อเดียวกันได้ครับ

0 Total Views 0 Views Today

Leave a Reply

Your email address will not be published.